รัสเซีย-ยูเครน สงครามยุคใหม่ ใครจะชนะ ?

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investor) ชั้นแนวหน้า
ถึงวันนี้สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนก็เข้าวันที่ 10 แล้ว (เมื่อ 7 มี.ค. 65) ข่าวใน “สนามรบ” ที่ออกมาดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยชัดเจน เรารู้ว่ารัสเซียบุกเข้าไปในยูเครนหลายทิศทาง บางเขตโดยเฉพาะทางใต้ก็สามารถยึดพื้นที่และเมืองสำคัญ เช่นเมืองท่าได้แล้ว เขตอื่น ๆ รวมถึงเมืองใหญ่อันดับ 2 และเมืองหลวงก็ดูเหมือนว่าจะสามารถรุกรบเข้าประชิดห่างจากเขตเมืองเพียงไม่กี่ 10 กิโลเมตร

เป็นไปได้ว่าอีกไม่นานก็อาจจะยึดเมืองสำเร็จ ชัยชนะ “ในยูเครน” ของรัสเซียนั้น “อยู่แค่เอื้อม” เมื่อคิดถึงว่ารัสเซียนั้นเป็นมหาอำนาจและมีขนาดใหญ่กว่ายูเครนมาก ถ้าเปรียบแล้วก็เหมือนกับ “หมาป่าที่ต่อสู้กับลูกแกะ” ยังไงก็ชนะไม่ช้าก็เร็ว แต่ทั้งหมดนี้ จริงหรือ ?

ในฐานะที่ชอบศึกษาติดตามเรื่องของสงครามระหว่างมนุษยชาติ โดยเฉพาะในกรณีของสงครามโลกครั้งที่ 2 และติดตามการเปลี่ยนแปลงสังคมและการเมืองของโลก โดยเฉพาะในช่วงหลาย 10 ปีมานี้ ผมเองมีมุมมองต่อสงครามรัสเซีย-ยูเครน ต่างจากคนส่วนใหญ่อย่างสิ้นเชิง

ประการแรกก็คือ สงครามนี้พัฒนาไปอย่างรวดเร็วภายในเวลาชั่วข้ามคืนและถึงวันนี้มันได้กลายเป็นสงครามระหว่างรัสเซียกับ NATO ไปแล้ว เหตุผลที่เป็นอย่างนั้นผมคิดว่ากลุ่มนาโต้ มองว่าปูตินรัสเซียกำลังก้าวร้าวและต้องการนำรัสเซียกลับไปสู่ความยิ่งใหญ่แบบอดีตโซเวียต

คล้าย ๆ กับกรณีที่ฮิตเลอร์เยอรมนีก่อสงครามในช่วงก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งตอนนั้นฝ่ายสัมพันธมิตรไม่กล้าขัดขวางหรือทำอะไรเพราะ “กลัวเกิดสงครามใหญ่” ดังนั้นในรอบนี้พันธมิตรซึ่งก็คือนาโต้ก็มี “บทเรียน” แล้วว่าถ้ายังนิ่งเฉยก็จะนำไปสู่สงครามใหญ่หรือสงครามโลกอีก จึงต้องขัดขวางและต่อสู้เพื่อที่จะ “ตัดไฟแต่ต้นลม”

ประการที่สองที่ผมน่าจะเห็นต่างก็คือ ผมคิดว่าเวลาที่ผ่านมาแค่ 10 วันนั้นดูเหมือนว่ารัสเซียไม่ได้ชนะหรือได้เปรียบอะไรเลยในสงคราม ผมเองคิดว่ารัสเซียกำลังเสียเปรียบและอยู่ในภาวะที่จะยากลำบากมาก ในที่สุดแล้วก็จะพ่ายแพ้แบบ “หายนะ” แบบเดียวกับที่เยอรมนีประสบในสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากที่อเมริกาประกาศเข้าสงครามร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร 2 ปีหลังจากเริ่มสงคราม

ในวันนั้นถ้าวิเคราะห์ดูก็จะเห็นว่าฝ่ายอักษะและเยอรมนีต้องแพ้สงครามอย่างแน่นอน เหตุเพราะว่าอเมริกานั้นเป็นประเทศใหญ่มากและมีทรัพยากรมหาศาล ไม่มีทางที่เยอรมนี ญี่ปุ่น และอิตาลีจะต่อกรได้เลย ทั้ง ๆ ที่ในวันนั้นเยอรมนีและญี่ปุ่นกำลังรุกรบและมีชัยไปทั่วโลก ทั้งญี่ปุ่นและเยอรมนีต่างก็มองว่าอเมริกานั้นไม่มีอาวุธ ไม่มีทหารที่มีประสบการณ์และเป็นประเทศที่ประชาชนและวัฒนธรรมอ่อนแอไม่พร้อมที่จะต่อสู้อะไรทั้งนั้น ซึ่งก็เป็นการมองที่ผิดพลาดที่สุด บางทีอาจจะเป็นเพราะผู้นำของประเทศไม่เข้าใจหรือมีอคติ

กลับมารอบนี้ ก็อีกเช่นกันที่ได้บทเรียนจากประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 ฝ่ายสัมพันธมิตรนาโต้ไม่ปล่อยเวลาไป 2 ปีก่อนที่จะ “ประกาศสงคราม” กับรัสเซีย พวกเขาแทบจะ “ประกาศสงคราม” ทันทีตั้งแต่รัสเซียเริ่มบุกยูเครน บางทีนักวิชาการสงครามคงได้เรียนรู้แล้วว่า ยังไงกลุ่มนาโต้ก็ชนะแน่เพราะคำนวณดูแล้วว่าตนเองมีพละกำลังมากกว่ารัสเซียอย่างเทียบกันไม่ได้

พลังหรือศักยภาพทางเศรษฐกิจซึ่งจริง ๆ ก็รวมถึงการรบหรือสงครามของรัสเซียวัดจากผลผลิตมวลรวมประชาชาติหรือ GDP นั้น เล็กกว่าของกลุ่มนาโต้มากและน่าจะอยู่ที่ประมาณ 3-4% เท่านั้น

อย่างไรก็ตามมีสิ่งหนึ่งที่แตกต่างจากช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นั่นก็คือ รัสเซียมีหัวรบนิวเคลียร์มากเท่า ๆ กับนาโต้ ซึ่งถ้ามันถูกนำออกมาใช้ก็สามารถทำลายล้างโลกได้ ดังนั้นนาโต้ต้องใช้วิธีการต่อสู้ “รูปแบบใหม่” ของศตวรรษที่ 21 นั่นก็คือ สงครามการค้าและข่าวสารข้อมูลที่นาโต้มีมหาศาลในขณะที่รัสเซียมีน้อยมาก

โลกยุคใหม่ที่เป็นโลกาภิวัตน์นั้น มีประเทศน้อยมากที่สามารถอยู่ได้โดยตนเองไม่ต้องพึ่งคนอื่น ทรัพยากรต่าง ๆ ในโลกที่นำมาเลี้ยงผู้คนและทหาร ผลิตสินค้าและอุปกรณ์ที่จำเป็น รวมถึงอาวุธต่างก็ผ่านเครือข่ายการขนส่งทางเรือและอากาศ การชำระเงินและแลกเปลี่ยนสินค้าก็ต้องอาศัยตัวกลางที่ส่วนใหญ่ก็เป็นของรัฐหรือประเทศที่ก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ที่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ

ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นประเทศในกลุ่มนาโต้ ดังนั้นในขณะที่ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เรือดำน้ำหรือเรืออูของเยอรมัน เป็นกำลังสำคัญทางสงครามที่คอยจมเรือสินค้าฝ่ายสัมพันธมิตรไม่ให้ขนสินค้าและอาวุธยุทโธปกรณ์ให้อังกฤษ สงครามรัสเซียกับนาโต้กลับกลายเป็นการ “แซงก์ชั่น” ของฝ่ายสัมพันธมิตรนาโต้ไม่ให้เรือสินค้าของตนขนสินค้าให้รัสเซีย

ในด้านของการเงินเอง สถาบันการเงินของรัสเซียก็ถูกแซงก์ชั่นไม่ให้ใช้ระบบการโอนเงิน “สากล” Swift ซึ่งทำให้รัสเซียมีปัญหาในการซื้อขายสินค้าที่จำเป็นหรือการค้าระหว่างประเทศ

ดังนั้นถึงแม้ว่ารัสเซียเองจะมีเงินแต่ก็ซื้ออะไรไม่ได้ ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้นเงินสำรองที่สามารถเอาไปแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการกับนานาชาติก็เป็นเงินของศัตรูคือเงินดอลลาร์ซึ่งสามารถถูกแช่แข็งเอาไปใช้ไม่ได้ ทั้งหลายทั้งปวงทำให้ผู้คนเฉพาะอย่างยิ่งคนรัสเซียขาดความมั่นใจในเงินรูเบิลอย่างหนัก เพราะเงินนั้นไม่สามารถนำมาเปลี่ยนเป็นเงินดอลลาร์ที่สามารถนำไปใช้ที่ไหนก็ได้ ผลก็คือเงินรูเบิลตกลงมาหลาย 10% ในชั่วข้ามคืน

และก็ส่งผลต่อไปถึงตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้นที่ตกลงมากลายเป็นวิกฤตไม่สามารถทำงานได้ ดัชนีตลาดหุ้นตกลงมาแรงหลาย 10% จนต้องปิดตลาดจนถึงวันนี้ เช่นเดียวกับสถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่สุดของรัสเซียก็แทบจะล้มละลาย ข้อสรุปก็คือประเทศรัสเซียแทบจะ “ล้มละลาย” แล้วแบบนี้จะต่อสู้สงครามได้อย่างไร ?

สงครามการค้าและการเงินยังไม่พอ สงครามข้อมูลข่าวสารถูกนำมาใช้อย่างเต็มพิกัด “ความไม่ชอบธรรมของรัสเซีย” ต่อการบุกยึดยูเครนและ “ทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์” รวมถึงเด็กเล็กที่ต้องตายหรืออพยพหนีตายออกนอกประเทศในขณะที่พ่อต้องกลับไปจับปืนต่อสู้กับผู้รุกรานรัสเซีย ถูกกระจายออกไปทั่วโลกอย่างกว้างขวางในชั่วข้ามคืนโดยสื่อของฝ่ายนาโต้ที่ “ครอบงำโลก” อยู่

นี่ก็แตกต่างจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่แม้แต่เรื่องของคนยิวถูกฆ่าตายในค่ายกักกันของเยอรมันเป็นล้านล้านคนเป็นเวลาหลายปีก็ไม่ถูกนำเสนอเลย ดังนั้น “มติมหาชนโลก” ต่อรัสเซียจึงเป็นลบอย่างหนัก ในแทบทุกวงการตั้งแต่บริษัทธุรกิจระดับยักษ์ของโลกรวมถึงแอปเปิล เฟซบุ๊ก โตโยต้า ต่างก็ระงับการทำธุรกิจกับรัสเซีย

แม้แต่แวดวงของการกีฬาที่คนเห็นว่าไม่เกี่ยวกับการเมืองก็ต่อต้านรัสเซียและไม่ยอมให้รัสเซียร่วมเล่นด้วย ตอนนี้ถ้าคุณเป็นบริษัทหรือสถาบันระดับโลกและคุณไม่ทำอะไรที่เป็นการประท้วงหรือไม่เห็นด้วยกับการบุกของรัสเซีย คุณก็คือ “หมาหัวเน่า” และคนจะไม่ร่วมสมาคมหรืออุดหนุนสินค้าของคุณ การถูก “โดดเดี่ยว” นั้น ในช่วงแรกคุณก็จะเศร้าหมอง ในระยะยาวคุณตายและในที่สุดคนรัสเซียเองอาจจะต้องบอกปูตินว่า คุณต้อง “จบ” แล้ว ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่นาโต้ต้องการ

ถ้า “จนตรอก” จริง ๆ รัสเซียยังมีระเบิดนิวเคลียร์ที่จะใช้ได้ แต่รัสเซียจะกล้าใช้หรือ ? ปูตินอาจจะมีอำนาจสั่งและสั่งได้ แต่คนที่จะทำก็ต้องมีหลายคน เช่น ผู้บังคับบัญชากองทัพ แล้วเขาจะทำหรือ ? ถ้านาโต้ก็ไม่ได้ยิงนิวเคลียร์หรือข่มขู่ที่จะทำ ว่าที่จริงนาโต้ไม่ได้ประกาศด้วยซ้ำว่าเป็นคู่สงคราม

ดังนั้นสงครามนิวเคลียร์ก็คงไม่เกิด นิวเคลียร์นั้นที่จริงเป็นอาวุธที่ใช้ป้องกันไม่ให้เกิดสงครามใหญ่ โดยเฉพาะระหว่างประเทศใหญ่ ๆ ของโลก เพราะทั้งสองฝ่ายรู้ว่าถ้ายิงออกไป ตัวเองก็จะตายด้วย แต่นิวเคลียร์นั้นไม่ได้ทำให้คุณชนะสงคราม แม้แต่มหาอำนาจหมายเลขหนึ่งของโลกอย่างอเมริกาก็ “แพ้สงคราม” เนือง ๆ ต่อประเทศที่เล็กกว่ามาก

และที่แพ้นั้นก็ไม่ใช่เรื่องของการยิงปืน ขีปนาวุธ หรือระเบิด เลย แพ้เพราะเรื่องของ “ข้อมูลข่าวสาร” ทั้งนั้นใน “สงครามยุคใหม่แห่งศตวรรษที่ 21” รัสเซียกำลังทำผิดพลาดมาก บางทีอาจจะเพราะว่าปูตินแก่เกินไปและมีชีวิตอยู่ในโลกของความขัดแย้งรุ่นเก่าจึงไม่รู้ว่าโลกเปลี่ยนไปเกือบหมดแล้ว การที่ยังสามารถตัดสินใจแทนคนทั้งประเทศได้นั้นก็เพราะ “อำนาจเผด็จการ” ที่ยังมีอยู่มากในรัสเซีย ซึ่งมักทำให้ประเทศเสียหายหนัก และก็เป็นแบบนี้ในทุกประเทศที่เป็นเผด็จการทั้งในอดีตและปัจจุบัน

ในฐานะนักลงทุนที่ต้องอิงกับพื้นฐานของประเทศ ผมได้เห็นความเสียหายจากการลงทุนในตลาดหุ้นของประเทศที่เป็นเผด็จการมากขึ้นทุกที หุ้นของประเทศเหล่านั้นบางทีหรืออาจจะเป็นส่วนใหญ่ก็มีราคาถูกมากจนเรียกได้ว่าเป็น “หุ้น VI” แต่โชคดีที่ไม่ได้เข้าไปลงทุน

เพราะสุดท้ายผู้นำก็ใช้อำนาจเผด็จการที่เป็นผลเสียหายแก่หุ้นและเราก็ทำอะไรไม่ได้เลย ดังนั้นก่อนลงทุนก็ต้องวิเคราะห์ประเด็นนี้ก่อน ผมเองคิดว่าถ้าประเด็นก็คือเป็นเผด็จการ แต่อำนาจไม่ได้อยู่ที่คนคนเดียวแบบนี้ก็อาจจะยังพอรับได้

อ้างอิง
https://www.prachachat.net/finance